เป็นการนำเอาแนวคิดของวงจรขยายแบบ Class  AB   มาปรับปรุงเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพและคุณภาพของเสียงที่ดีมากยิ่งขึ้น  ด้วยการออกแบบให้เครื่องขยายเสียงมีไฟเลี้ยงวงจรมากขึ้น  โดยทั่วไปอาจมีมากกว่า 2 ชุดขึ้นไป  เหตุผลที่ต้องออกแบบให้วงจรมีไฟเลี้ยงวงจรมีไฟมาเลี้ยงวงจรมากจุดขึ้น  ก็เพื่อให้เกิดการจ่ายกระแสไฟไปตามลักษณะคามแรงหรือเบาของสัญญาณที่เข้ามา  การออกแบบลักษณะนี้ช่วยให้เกิดความร้อนตํ่าแต่ได้ประสิทธิภาพสูง

หลักการทำงานก็ขึ้นอยู่กับความแรงของสัญญาณเป็นตัวกำหนดการจ่ายกระแสไฟโดยตรง   ดังนั้นจึงมีการออกแบบการสลับการจ่ายกระแสไฟให้มีความสมํ่าเสมอและไม่เกิดอาการสะดุดในขณะจ่ายไฟสลับอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

http://www.10outof10.co.uk/acatalog/20021.jpg

เป็นการออกแบบวงจรขยายที่แตกต่างจากวงจรในแบบวงจรแบบ Class A และ Class B โดยสิ้นเชิง  โดยในการออกแบบในส่วนของภาคขยายสัญญาณขาออกซึ่งวงจรขยายของ Class  A,  Class B, และ Class  AB  สัญญาณขาเข้าอยู่ในรูปของ sine  WAVE  แต่ในวงจรของวงจรขยายแบบ Class  D  สัญญาณขาเข้าจะเป็นคลื่นในลักษณะกว้างที่เรียกว่า Pulse  Width  Modulation (PWM)

PWM จะอยู่ในลักษณะของรูปคลื่นที่เป็นแบบ square  wave  ทำให้แตกต่างจากสัญญาณเสียงทั่วไปที่อยู่ในรูปแบบ sine  wave  ดังนั้นสัญญาณรูปคลื่นแบบ square  wave จะถูกส่งออกไปเข้าสู่ขบวนการขยายสัญญาณเสียงเพื่อส่งออกไปลักษณะการทำงานจะขึ้นอยู่กับความกว้างของคลื่นที่ส่งเข้าไปกระตุ้นภาคขาออกโดยตรง  ที่ใช้หลักการเดียวกับดิจิตอลโดยใช้สัญญาณที่แปลงแล้ว(squae  wave)  ในการกำหนดให้เป็นการเปิดหรือปิดวงจรขยายโดยตรง   แต่ต้องเข้าใจว่าวงจรขยายแบบ Class  D  ไม่ใช่ระบบดิจิตอลเพียงแค่นำเอาหลักแนวการคิดการทำงานหรือการสั่งงานแบบดิจิตอลมาออกแบบใช้งานเท่านั้น

ข้อดีของการออกแบบลักษณะนี้ทำให้ไม่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้าจำนวนมากมาใช้งาน ทำให้สามารถลดขนาดของหม้อแปลงลงได้มาก  ช่วยให้เครื่องขยายมีขนาดเล็กลง   บางลง  มีความร้อนน้อยลง  แต่ก็มีข้อดอยเหมือนกันคือการทำงานขยายสัญญาณในย่านความถี่ตํ่า  เนื่องจากการขยายสัญญาณในภาคขาออกที่ต้องแปลงคลื่นแบบ Pulse  Width  Modulation(PWM)ทำให้ได้เสียงย่านความถี่ตํ่าไม่แน่นเหมือนกับวงจรขยายแบบ Class  อื่นๆแต่ย่านความถี่กลางและย่านความถี่สูงให้คุณภาพเสียงที่ดีจึงนิยมนำมาใช้งานเพื่อขับลำโพงเสียงกลางและลำโพงเสียงแหลม  เครื่องขยายแบบ Class  D  เป็นที่นิยมใช้งานในระบบเสียง PA  ทั่วไป

http://www.6moons.com/audioreviews/devialet2/boardin.jpg

จากข้อด้อยที่เกิดขึ้นใน Amp Class A และ Amp Class  B  ทำให้มีการออกแบบ Amp Class  AB ตามมา ซึ่งก็คือการรวมเอาจุดดีของวงจรขยายแบบ Class  A  และ Class  AB มาผสมกัน  ทำให้ในขณะที่สัญญาณเข้ามาไม่แรงมาก  วงจรขยายขาออกจะทำงานในลักษณะของวงจรขยายแบบ Class  A ทันที และเมื่อสัญญาณที่เข้ามามีความแรงวงจรขยายภาคขาออกจะกลับมาทำงานในรูปแบบวงจรขยายแบบ Class  B    เทคนิคการออกแบบโดยการนำเอาข้อดีของทั้ง Amp Class A และ Amp Class  B  มาออกแบบร่วมกันทำให้การขยายสัญญาณเสียง มีความเพี้ยนตํ่า มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น  และเป็นวงจรที่นิยมกันมากวงจรหนึ่ง

http://www.stereomojo.com/Products%20of%20the%20Year%202010/images/ev55_01.jpg

Amp  Class  B เป็นการพัฒนาต่อจาก class  A  โดยออกแบบการทำงานของทรานซิสเตอร์ในส่วนของภาคขยายขาออก เป็น 2 ลักษณะ  คือด้านหนึ่งทำงานในช่วงบวก (+) และอีกด้านหนึ่งทำงานในช่วงลบ(-) ด้วยการทำงานในลักษณะทำให้ได้ประสิทธิภาพการขยายที่ดี  แต่จะมีข้อเสียในขณะที่สลับการทำงานในช่วงบวก(+) และช่วงลบ(-) หากการทำงานไม่ราบเรียบจริงหรือเกิดอาการสะดุดขึ้น ก็จะเกิดความเพี้ยนที่เกิดจากช่วงการสลับการทำงานของทรานซิสเตอร์  ผลที่ตามมาคือเกิดความเพี้ยนของสัญญาณขยาย

http://pic5.audiogon.com/i/c/f/1305151136.jpg

Class  A   ออกแบบการขยายได้ทั้งทรานซิสเตอร์หรือหลอดให้เป็นตัวขยายสัญญาณโดยตรง  ลักษณะการทำงานคือสามารถขยายสัญญาณได้อย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะมีการป้อนสัญญาณเข้ามาหรือไม่  นั่นก็คือภาคขยายขาออกจะทำงานอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะมีสัญญาณเข้ามามากหรือน้อยเพียงใด  ข้อดีก็คือได้ความสมจริงของสัญญาณหรือเฟลท(flat)นั่นเอง  แต่ข้อเสียก็คือทำให้เครื่องขยายมีความร้อนสะสมสูง  จนต้องออกแบบให้มีครีบระบายความร้อนหรือฮีทซิ้งค์(heatsink)ขนาดใหญ่เพื่อทำการระบายความร้อนให้เร็วขึ้น Amp  Class  A จะพบเห็นได้ในเครื่องขยายเสียงที่มีราคาค่อนข้างสูง

https://encrypted-tbn3.google.com/images?q=tbn:ANd9GcTDRRjMX95X3u3Ac4-7FYFse5hE7zZZ6gVB6ETPjEAtXqqQHxWXhttps://encrypted-tbn2.google.com/images?q=tbn:ANd9GcTjaJ17kNIdHdw_hi02QvZGgZobAF--FhC1AkKCrIO7fzpzPzE91g

Damping Factor(แดมปิ้ง  แฟคเตอร์)มีหน้าที่เป็นเสมือนเบรคทางอีเลคทรอนิคเพื่อหยุดการสั่นค้างของลำโพง  อย่าลืมว่าลำโพงทำให้เกิดเสียงได้ด้วยการดูดเข้าและดันออก หมายความว่าทุกๆครั้งที่ดอกลำโพงสั่นไหวย่อมจะเกิดเสียงขึ้น  แต่การขยายเสียงที่ดีคือการขยายสัญญาณเสียงที่ต้องการเท่านั้น  เมื่อไม่มีสัญญาณเสียงเข้ามา สัญญาณที่จะออกไปลำโพงก็ไม่มีตามไปด้วย

การออกแบบให้มีค่าแดมปิ้ง  แฟคเตอร์( Damping Factor) เกิดขึ้นเพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่สะอาดนั่นเอง  ข้อควรระวังในเรื่องของค่าแดมปิ้ง  แฟคเตอร์ (Damping  Factor)ก็คือ ถ้าหากสายลำโพงยิ่งมีความยาวมากเท่าไหร่  ความยาวที่มากขึ้นย่อมทำให้เกิดค่าความต้านทานที่มากขึ้น  ย่อมมีผลต่อค่า แดมปิ้ง แฟคเตอร์ Damping  Factor) ที่จะลดลงตามไปด้วยนั่นคือเสียงที่ได้จะมีคุณภาพตํ่าลงไปด้วยเช่นกัน นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ไม่นิยมลากสายลำโพงยาวๆ

http://plakard.com/img/1b1/09e/1b109e237d8cf83de9ee850612a714e2_2.jpg

Slew  Rate (สลูว์เรท)  หมายถึง อัตราค่าสูงสุดในการเปลี่ยนแปลงสัญญาณในขณะขยายสัญญาณขาออกในแต่ละช่วงเวลา  ใช้หน่วยวัดเป็นโวลท์ต่อหนึ่งในล้านวินาทีที่เรียกว่า ไมโครเซคั่น(V/us)  ดังนั้นค่าของช่วงเวลาที่บอกในสเปคของเครื่องขยายเสียง เช่น  40V/us หมายความว่า อัตราสูงสุดของสัญญาณเสียงที่เข้าสู่วงจรขยายและทั้งขยายสัญญาณออกมา ใช้เวลาตั้งแต่ 0โวลท์ จนถึงที่ 40 โวลท์ในเวลาที่ 1 ไมโครเซคั่น  ตรงนี้บอกให้รู้ถึงค่าความไวในการขยายสัญญาณของเครื่องขยายเสียง

http://www.tpesound.com/images/column_1302440007/big-Microtech3600vz-1(2).jpg

Efficiency หมายถึง การวัดค่าความสามารถในการรับสัญญาณที่เข้ามา (input) มีผลต่อการขยายสัญญาณขาออก(output) อัตราการวัดใช้หน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์  ถ้าเปอร์เซ็นต์ยิ่งมากแสดงว่า เครื่องขยายเสียงสามารถให้กำลังขยายได้ดีและมีความผิดเพี้ยนตํ่า  ค่าEfficiency ที่ยิ่งมากหรือมีเปอร์เซนต์มาก เครื่องขยายก็จะให้ความร้อนตํ่าตามไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในเครื่องขยายแบบ class D  ให้ค่า Efficiency ประมาณ  97%  เครื่องขยายแบบ class A ให้ค่า Efficiency ประมาณๅ 10-30%

http://www.tpesound.com/images/catalog_images/1301839541.jpg

ควรเลือกซื้อ Wireless  mic รุ่นที่ใช้คลื่นความถี่แบบ UHF  เท่านั้น ส่วนยี่ห้อที่แนะนำมีให้เลือกหลายยี่ห้อเช่น beyerdynamic ,  AKG,  shure,  EV,  audio technical, mic  pro,  sennheizer เหล่านี้เป็นต้น และควรเลือกซื้อในรุ่นที่เป็นแบบสองเสาอากาศที่ตัวรับสัญญาณ(receiver) เพราะจะทำให้การรับคลื่นแม่นยำกว่าแบบเสาอากาศเดียว

http://static.musiciansfriend.com/derivates/18/001/412/932/DV016_Jpg_Large_583829.jpg

ซัมซุงส่งสมาร์ตทีวีรุ่น ES8000  ทีวีรุ่นใหม่ที่มีนวัตกรรมลํ้าหน้าออกสู่ตลาดแล้ว จุดเด่นของ ซัมซุง ES8000  เริ่มต้นด้วย  สมาร์ตอินเตอร์แอ็กชั่นที่จะทำให้คุณลืมการสั่งงานทีวีแบบเดิมๆไปเลย  เพราะสามารถที่จะควบคุมการสั่งงานได้ด้วยเสียง  การเคลื่อนไหว และระบบการจดจำใบหน้า  นอกจากนี้ยังสั่งงานได้ผ่านรีโมต Touch Contron ใช้งานง่ายเพีงแค่เลื่อนและคลิกบน Touch Pad ที่คล้ายกับการใช้เม้าท์ของคอมพิวเตอร์นั่นเอง

ต่อด้วยคุณสมบัติสมาร์ตคอนเทนต์  ที่เพิ่มให้หลากหลายกว่าเดิม ผ่านแอพพลิเคชั่นที่มีมากกว่า 1,000 แอพพลิเคชั่น โดยดาวน์โหลดผ่าน Samsung Apps และยังมี Signature  Application  Built-in ได้แก่ Kids  Family  Story และ  Fitness เพื่อชีวิตที่สะดวกลํ้าหน้ากว่าใคร

ตามด้วยสมาร์ตอิโลโวชั่น  เทคโนโลยี่เฉพาะของซัมซุงที่ใช้ชุด Evolution  Kit  แบบ  สล็อตอินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ให้ดีกว่าเดิม    Samsung ES8000 ควบคุมระบบภายในด้วยหน่วยประมวลผลดูอัลคอร์โปรเซสเซอร์ในรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว  ทันสมัยด้วยขาตั้งที่โค้งรับกับตัวเครื่อง

ซัมซุง ES8000 มีวางจำหน่ายแล้ว ขนาด 46 นิ้ว ราคา 89,990 บาท ขนาด 55 นิ้ว ราคา 119,990 บาท    สอบถามได้ที่ศูนย์บริการ โทร.0-2689-3232

http://student-vibe.com/wp-content/uploads/2012/01/samsung_ES8000.jpg

ADVERTISEMENT