เป็นการนำเอาแนวคิดของวงจรขยายแบบ Class AB มาปรับปรุงเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพและคุณภาพของเสียงที่ดีมากยิ่งขึ้น ด้วยการออกแบบให้เครื่องขยายเสียงมีไฟเลี้ยงวงจรมากขึ้น โดยทั่วไปอาจมีมากกว่า 2 ชุดขึ้นไป เหตุผลที่ต้องออกแบบให้วงจรมีไฟเลี้ยงวงจรมีไฟมาเลี้ยงวงจรมากจุดขึ้น ก็เพื่อให้เกิดการจ่ายกระแสไฟไปตามลักษณะคามแรงหรือเบาของสัญญาณที่เข้ามา การออกแบบลักษณะนี้ช่วยให้เกิดความร้อนตํ่าแต่ได้ประสิทธิภาพสูง
หลักการทำงานก็ขึ้นอยู่กับความแรงของสัญญาณเป็นตัวกำหนดการจ่ายกระแสไฟโดยตรง ดังนั้นจึงมีการออกแบบการสลับการจ่ายกระแสไฟให้มีความสมํ่าเสมอและไม่เกิดอาการสะดุดในขณะจ่ายไฟสลับอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

เป็นการออกแบบวงจรขยายที่แตกต่างจากวงจรในแบบวงจรแบบ Class A และ Class B โดยสิ้นเชิง โดยในการออกแบบในส่วนของภาคขยายสัญญาณขาออกซึ่งวงจรขยายของ Class A, Class B, และ Class AB สัญญาณขาเข้าอยู่ในรูปของ sine WAVE แต่ในวงจรของวงจรขยายแบบ Class D สัญญาณขาเข้าจะเป็นคลื่นในลักษณะกว้างที่เรียกว่า Pulse Width Modulation (PWM)
PWM จะอยู่ในลักษณะของรูปคลื่นที่เป็นแบบ square wave ทำให้แตกต่างจากสัญญาณเสียงทั่วไปที่อยู่ในรูปแบบ sine wave ดังนั้นสัญญาณรูปคลื่นแบบ square wave จะถูกส่งออกไปเข้าสู่ขบวนการขยายสัญญาณเสียงเพื่อส่งออกไปลักษณะการทำงานจะขึ้นอยู่กับความกว้างของคลื่นที่ส่งเข้าไปกระตุ้นภาคขาออกโดยตรง ที่ใช้หลักการเดียวกับดิจิตอลโดยใช้สัญญาณที่แปลงแล้ว(squae wave) ในการกำหนดให้เป็นการเปิดหรือปิดวงจรขยายโดยตรง แต่ต้องเข้าใจว่าวงจรขยายแบบ Class D ไม่ใช่ระบบดิจิตอลเพียงแค่นำเอาหลักแนวการคิดการทำงานหรือการสั่งงานแบบดิจิตอลมาออกแบบใช้งานเท่านั้น
ข้อดีของการออกแบบลักษณะนี้ทำให้ไม่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้าจำนวนมากมาใช้งาน ทำให้สามารถลดขนาดของหม้อแปลงลงได้มาก ช่วยให้เครื่องขยายมีขนาดเล็กลง บางลง มีความร้อนน้อยลง แต่ก็มีข้อดอยเหมือนกันคือการทำงานขยายสัญญาณในย่านความถี่ตํ่า เนื่องจากการขยายสัญญาณในภาคขาออกที่ต้องแปลงคลื่นแบบ Pulse Width Modulation(PWM)ทำให้ได้เสียงย่านความถี่ตํ่าไม่แน่นเหมือนกับวงจรขยายแบบ Class อื่นๆแต่ย่านความถี่กลางและย่านความถี่สูงให้คุณภาพเสียงที่ดีจึงนิยมนำมาใช้งานเพื่อขับลำโพงเสียงกลางและลำโพงเสียงแหลม เครื่องขยายแบบ Class D เป็นที่นิยมใช้งานในระบบเสียง PA ทั่วไป

จากข้อด้อยที่เกิดขึ้นใน Amp Class A และ Amp Class B ทำให้มีการออกแบบ Amp Class AB ตามมา ซึ่งก็คือการรวมเอาจุดดีของวงจรขยายแบบ Class A และ Class AB มาผสมกัน ทำให้ในขณะที่สัญญาณเข้ามาไม่แรงมาก วงจรขยายขาออกจะทำงานในลักษณะของวงจรขยายแบบ Class A ทันที และเมื่อสัญญาณที่เข้ามามีความแรงวงจรขยายภาคขาออกจะกลับมาทำงานในรูปแบบวงจรขยายแบบ Class B เทคนิคการออกแบบโดยการนำเอาข้อดีของทั้ง Amp Class A และ Amp Class B มาออกแบบร่วมกันทำให้การขยายสัญญาณเสียง มีความเพี้ยนตํ่า มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และเป็นวงจรที่นิยมกันมากวงจรหนึ่ง

Amp Class B เป็นการพัฒนาต่อจาก class A โดยออกแบบการทำงานของทรานซิสเตอร์ในส่วนของภาคขยายขาออก เป็น 2 ลักษณะ คือด้านหนึ่งทำงานในช่วงบวก (+) และอีกด้านหนึ่งทำงานในช่วงลบ(-) ด้วยการทำงานในลักษณะทำให้ได้ประสิทธิภาพการขยายที่ดี แต่จะมีข้อเสียในขณะที่สลับการทำงานในช่วงบวก(+) และช่วงลบ(-) หากการทำงานไม่ราบเรียบจริงหรือเกิดอาการสะดุดขึ้น ก็จะเกิดความเพี้ยนที่เกิดจากช่วงการสลับการทำงานของทรานซิสเตอร์ ผลที่ตามมาคือเกิดความเพี้ยนของสัญญาณขยาย

Class A ออกแบบการขยายได้ทั้งทรานซิสเตอร์หรือหลอดให้เป็นตัวขยายสัญญาณโดยตรง ลักษณะการทำงานคือสามารถขยายสัญญาณได้อย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะมีการป้อนสัญญาณเข้ามาหรือไม่ นั่นก็คือภาคขยายขาออกจะทำงานอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะมีสัญญาณเข้ามามากหรือน้อยเพียงใด ข้อดีก็คือได้ความสมจริงของสัญญาณหรือเฟลท(flat)นั่นเอง แต่ข้อเสียก็คือทำให้เครื่องขยายมีความร้อนสะสมสูง จนต้องออกแบบให้มีครีบระบายความร้อนหรือฮีทซิ้งค์(heatsink)ขนาดใหญ่เพื่อทำการระบายความร้อนให้เร็วขึ้น Amp Class A จะพบเห็นได้ในเครื่องขยายเสียงที่มีราคาค่อนข้างสูง


Damping Factor(แดมปิ้ง แฟคเตอร์)มีหน้าที่เป็นเสมือนเบรคทางอีเลคทรอนิคเพื่อหยุดการสั่นค้างของลำโพง อย่าลืมว่าลำโพงทำให้เกิดเสียงได้ด้วยการดูดเข้าและดันออก หมายความว่าทุกๆครั้งที่ดอกลำโพงสั่นไหวย่อมจะเกิดเสียงขึ้น แต่การขยายเสียงที่ดีคือการขยายสัญญาณเสียงที่ต้องการเท่านั้น เมื่อไม่มีสัญญาณเสียงเข้ามา สัญญาณที่จะออกไปลำโพงก็ไม่มีตามไปด้วย
การออกแบบให้มีค่าแดมปิ้ง แฟคเตอร์( Damping Factor) เกิดขึ้นเพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่สะอาดนั่นเอง ข้อควรระวังในเรื่องของค่าแดมปิ้ง แฟคเตอร์ (Damping Factor)ก็คือ ถ้าหากสายลำโพงยิ่งมีความยาวมากเท่าไหร่ ความยาวที่มากขึ้นย่อมทำให้เกิดค่าความต้านทานที่มากขึ้น ย่อมมีผลต่อค่า แดมปิ้ง แฟคเตอร์ Damping Factor) ที่จะลดลงตามไปด้วยนั่นคือเสียงที่ได้จะมีคุณภาพตํ่าลงไปด้วยเช่นกัน นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ไม่นิยมลากสายลำโพงยาวๆ

Slew Rate (สลูว์เรท) หมายถึง อัตราค่าสูงสุดในการเปลี่ยนแปลงสัญญาณในขณะขยายสัญญาณขาออกในแต่ละช่วงเวลา ใช้หน่วยวัดเป็นโวลท์ต่อหนึ่งในล้านวินาทีที่เรียกว่า ไมโครเซคั่น(V/us) ดังนั้นค่าของช่วงเวลาที่บอกในสเปคของเครื่องขยายเสียง เช่น 40V/us หมายความว่า อัตราสูงสุดของสัญญาณเสียงที่เข้าสู่วงจรขยายและทั้งขยายสัญญาณออกมา ใช้เวลาตั้งแต่ 0โวลท์ จนถึงที่ 40 โวลท์ในเวลาที่ 1 ไมโครเซคั่น ตรงนี้บอกให้รู้ถึงค่าความไวในการขยายสัญญาณของเครื่องขยายเสียง

Efficiency หมายถึง การวัดค่าความสามารถในการรับสัญญาณที่เข้ามา (input) มีผลต่อการขยายสัญญาณขาออก(output) อัตราการวัดใช้หน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์ ถ้าเปอร์เซ็นต์ยิ่งมากแสดงว่า เครื่องขยายเสียงสามารถให้กำลังขยายได้ดีและมีความผิดเพี้ยนตํ่า ค่าEfficiency ที่ยิ่งมากหรือมีเปอร์เซนต์มาก เครื่องขยายก็จะให้ความร้อนตํ่าตามไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในเครื่องขยายแบบ class D ให้ค่า Efficiency ประมาณ 97% เครื่องขยายแบบ class A ให้ค่า Efficiency ประมาณๅ 10-30%

ควรเลือกซื้อ Wireless mic รุ่นที่ใช้คลื่นความถี่แบบ UHF เท่านั้น ส่วนยี่ห้อที่แนะนำมีให้เลือกหลายยี่ห้อเช่น beyerdynamic , AKG, shure, EV, audio technical, mic pro, sennheizer เหล่านี้เป็นต้น และควรเลือกซื้อในรุ่นที่เป็นแบบสองเสาอากาศที่ตัวรับสัญญาณ(receiver) เพราะจะทำให้การรับคลื่นแม่นยำกว่าแบบเสาอากาศเดียว

ซัมซุงส่งสมาร์ตทีวีรุ่น ES8000 ทีวีรุ่นใหม่ที่มีนวัตกรรมลํ้าหน้าออกสู่ตลาดแล้ว จุดเด่นของ ซัมซุง ES8000 เริ่มต้นด้วย สมาร์ตอินเตอร์แอ็กชั่นที่จะทำให้คุณลืมการสั่งงานทีวีแบบเดิมๆไปเลย เพราะสามารถที่จะควบคุมการสั่งงานได้ด้วยเสียง การเคลื่อนไหว และระบบการจดจำใบหน้า นอกจากนี้ยังสั่งงานได้ผ่านรีโมต Touch Contron ใช้งานง่ายเพีงแค่เลื่อนและคลิกบน Touch Pad ที่คล้ายกับการใช้เม้าท์ของคอมพิวเตอร์นั่นเอง
ต่อด้วยคุณสมบัติสมาร์ตคอนเทนต์ ที่เพิ่มให้หลากหลายกว่าเดิม ผ่านแอพพลิเคชั่นที่มีมากกว่า 1,000 แอพพลิเคชั่น โดยดาวน์โหลดผ่าน Samsung Apps และยังมี Signature Application Built-in ได้แก่ Kids Family Story และ Fitness เพื่อชีวิตที่สะดวกลํ้าหน้ากว่าใคร
ตามด้วยสมาร์ตอิโลโวชั่น เทคโนโลยี่เฉพาะของซัมซุงที่ใช้ชุด Evolution Kit แบบ สล็อตอินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ให้ดีกว่าเดิม Samsung ES8000 ควบคุมระบบภายในด้วยหน่วยประมวลผลดูอัลคอร์โปรเซสเซอร์ในรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว ทันสมัยด้วยขาตั้งที่โค้งรับกับตัวเครื่อง
ซัมซุง ES8000 มีวางจำหน่ายแล้ว ขนาด 46 นิ้ว ราคา 89,990 บาท ขนาด 55 นิ้ว ราคา 119,990 บาท สอบถามได้ที่ศูนย์บริการ โทร.0-2689-3232
